นักวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ของมนุษย์

Amygdala_position-300x264

แม้ว่ามนุษย์จะเป็นสัตว์สังคม แต่คนเราก็มีอุปนิสัยที่แตกต่างกันออกไปในเรื่องของความต้องการเข้าสังคม จนทำให้นักจิตวิทยาสามารถแบ่งประเภทของอุปนิสัยออกได้เป็น Extroversion หรือคนที่เปิดเผยตนเอง ชอบที่จะเข้าสังคม กับ Introverrsion หรือบุคลิกภาพแบบเก็บตัว และไม่ค่อยชอบที่จะเข้าสังคมเท่าไหร่

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ขนาดของสมองส่วนที่เรียกว่า Amygdala เนี่ย มีความสัมพันธ์กับขนาดของกลุ่มสังคม และพฤติกรรมที่คนเรามี โดยตั้งข้อสังเกตนี้จากการค้นพบว่า พวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ไม่ใช่มนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ก็มักจะมี Amygdala ที่ใหญ่ตามไปด้วย

และเมื่อไม่นานมานี้ วารสาร Nature Neuroscience ได้เผยการค้นพบของ Kevin และคณะ ถึงสิ่งที่พวกเขาค้นพบ ถึงความแตกต่างของขนาดของ Amygdala กับ Social Nework ของคนเรา … คำว่า Social Network ในที่นี้ ก็คือ ขนาดของเครือข่ายทางสังคม อันประกอบไปด้วย ขนาดหรือจำนวนของคนในเครือข่ายสังคม และ ความซับซ้อนของเครือข่ายสังคม

Read more of this post

Advertisements

ใช้ Twitter ในการพยากรณ์แนวโน้มตลาดหุ้น?!?

ผมไปเจอลิงก์ที่ Bloomberg สัมภาษณ์ โยฮัน โบลเลน (Johan Bollen) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้าน Informatics และ Computing ที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา เกี่ยวกับงานวิจัยของเขา ที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ของข้อวามบนบริการ Social Media คือ Twitter กับแนวโน้มของตลาดหุ้น ซึ่งเขาพบว่า อารมณ์สงบ (Clam) และตระหนก (Anxious) นั้นมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการถดถอยของดัชนีหุ้น และที่สำคัญคือ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า อารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นก่อน และสามารถทำนายแนวโน้มการถดถอยได้ ในขณะที่อารมณ์ดีใจ (Happy) และเสียใจ (Sad) จะเกิดขึ้นหลังจากที่ดัชนีเพิ่มสูงขึ้นหรือถดถอย

ลิซ่า เมอร์ฟี่ (Lisa Murphy) ผู้สัมภาษณ์ ยังได้ถาม ผศ. โยฮัน ด้วยว่า มีพวก Trader ติดต่อเข้ามาให้ช่วยวิเคราะห์ หรือวางแผนกลยุทธ์บ้างไหม ซึ่ง ผศ. โยฮัน ก็ตอบว่ามีบ้างเหมือนกัน และหากรูปแบบของความสัมพันธ์นี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ต่อ ก็มีความเป็นไปได้ที่เหล่า Trader และนักลงทุนรายย่อยจะอาศัยสิ่งนี้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจได้

นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างงานวิจัย ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องของ Social Media ในเรื่องที่ไม่คาดคิดว่ามันจะสัมพันธ์กันได้ … ซึ่งผมว่ายังมีงานวิจัยอีกเยอะแยะมากมายหลากหลายรูปแบบ ที่พวกเรานักจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ สามารถทำได้เกี่ยวกับ Social Media ครับ

Cyberpsychology ศาสตร์แห่งจิตวิทยาแขนงใหม่

โดยส่วนตัวของผม ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ผมก็ว่าศาสตร์แห่งจิตวิทยานั้นเป็นศาสตร์ที่มีการปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็วศาสตร์หนึ่งทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ให้สามารถทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ในอดีต เพิ่มความรวดเร็วในการศึกษาเรียนรู้ให้มากขึ้น หรือแม้แต่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาวิธีการบำบัดรักษาผู้ป่วย (ซึ่งผมได้เคยพูดถึงไปในตอน Computer-based Cognitive Behavioural Therapy และ ตอน นักวิจัยเผยความเป็นไปได้ในการบันทึกความฝันของมนุษย์) เป็นต้น

แต่ไม่เพียงเท่านั้นครับ ปัจจุบันนี้ ด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ก้าวล้ำมากขึ้นได้เปิดประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ ของมนุษย์ โดยจะสังเกตได้ว่า คนเราเริ่มหันมามีตัวตนในสังคมโลกเสมือนที่เรียกว่าไซเบอร์สเปซ (Cyberspace) กันมากขึ้น ก็เกิดสาขาวิชาใหม่ทางจิตวิทยาขึ้นมาคือ Cyberpsychology

Read more of this post

เมื่อความอ่อนน้อมถ่อมตนส่งผลเสียต่อการหางานของผู้ชาย

สวัสดีครับ พี่น้องผองเพื่อนชาวจิตวิทยาอุตสาหกรรมทุกท่าน ไม่ได้พบกันนานทีเดียว ต้องขออภัยจริงๆ ครับ เพราะว่างานในงานนอกรัดตัวสุดๆ แต่วันนี้ผมขอแก้ตัวด้วยงานวิจัยที่น่าสนใจฉบับหนึ่ง เอามาเล่าสู่กันฟังครับ … งานวิจัยฉบับบนี้มาจาก Psychology of Men & Masculinity ปี ค.ศ. 2010 ฉบับที่ 11 (2) หน้า 140-151 โดยมีชื่อว่า When Men Break the Gender Rules : Status Incongruity and Backlash Against Modest Men หรือแปลเป็นไทยได้ราวๆ ว่า เมื่อผู้ชายแหกกฎแห่งเพศ : ความไม่สอดคล้องกันและผลสะท้อนกลับอันรุนแรงที่มีต่อเหล่าผู้ชายที่อ่อนน้อมถ่อมตน นั่นเอง

พอพูดถึง Gender Rules หรือ กฎแห่งเพศ เราย่อมนึกถึงความเชื่อแบบที่เรียกว่า Stereotype ว่า เพศชายนั้นจะเป็นเพศที่มีลักษณะของ Agentic คือ ไม่นิยมพึ่งพาใคร เวลาจะทำอะไรก็เน้นแต่ตัวเองเป็นสำคัญ มากกว่าเพศหญิง ในขณะที่เพศหญิงนั้นจะเป็นลักษณะของ Communal คือ คิดถึงใจเขาใจเรา และ มีความอ่อนน้อมถ่อมตนสูง มากกว่าเพศชายเช่นกัน

จึงไม่แปลกที่เราจะได้ยินเสมอๆ ว่า ร้องไห้เนี่ยเป็นลูกผู้ชายรึเปล่า อย่ามาจู้จี้จุกจิกแบบผู้หญิงได้ไหม อย่าปอดแหกน่า ฯลฯ ทั้งนี้เพราะตามกฎแห่งเพศแล้ว เพศชายเป็นเพศที่ต้องเข้มแข็งนั่นเอง จะมาแสดงความอ่อนแอไม่ได้ แต่บ่อยครั้งที่การพยายามวางตัวให้เป็นไปตามความเชื่อทางสังคมแบบนี้ ส่งผลร้ายต่อเพศชาย เช่น การแสดงออกในทางก้าวร้าวจนเกินไป ก็มีผลต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่น ความที่ต้องเก็บกดความรู้สึกตลอด ก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจได้ไม่แพ้กัน … แต่ถึงกระนั้น หากเพศชายไม่พยายามที่จะประพฤติตนให้เป็นไปตามความเชื่อทางสังคม ผลกระทบร้ายๆ ก็ยังเกิดขึ้นเช่นกัน เช่น หากผู้ชายที่อ่อนน้อมถ่อมตน ก็มักจะถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอไป

ในงานวิจัยฉบับนี้ได้พูดถึงสมมติฐานหนึ่งที่น่าสนใจคือ The Status Incongruity Hypothesis (SIH) หรือแปลเป็นไทยว่า สมมติฐานเกี่ยวกับความไม่สอดคล้องกันของสถานะ ซึ่งอยากให้เรารู้จักกับคำสองคำ คือ Prescriptive rules ซึ่งเป็นกฎกติตาที่กำหนดว่า เพศชายและเพศหญิง ควรเป็นอย่างไร กับ Proscriptive rules ที่เป็นตัวกำหนดว่า เพศชายและเพศหญิง ไม่ควรเป็นอย่างไร การไปแหกกฎแห่งเพศที่เป็นตัวชี้ว่าเพศชายเพศหญิงควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะส่งผลสะท้อนกลับที่ร้ายแรงอย่างรุนแรง ซึ่งมีงานวิจัยทีสนับสนุนสมมติฐานนี้แล้ว

สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ อยู่บนพื้นฐานของ SIH และตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่าภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน คือ ต่างก็เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยกันทั้งคู่ เพศชายจะดูอ่อนแอกว่าเพศหญิง และจะมีคนถูกใจน้อยกว่า โอกาสได้งานก็น้อยกว่า เพศหญิงที่แสดงออกถึงความอ่อนน้องถ่อมตนเหมือนๆ กัน

ส่วนผลของงานวิจัยจะเป็นอย่างไรนั้น … สามารถดาวน์โหลดไปอ่านได้ที่นี่เลยครับ

Salary Guide Thailand 2010 โดย Adecco

Adecco เป็นบริษัทผู้ให้คำปรึกษาและโซลูชั่นด้านบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์สัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ มีออฟฟิศอยู่ทั่วโลกกว่า 5,500 ออฟฟิศ และมีพนักงานมากกว่า 31,000 คน และยังเป็นบริษัทใน Fortune 500 อีกด้วย ในประเทศไทยก็มีสาขาของ Adecco อยู่เช่นกัน และเขาเพิ่งเปิดให้ดาวน์โหลด Salary Guide Thailand 2010 ซึ่งเป็นผลจากการสำรวจฐานอัตราเงินเดือนของสาขาอาชีพต่างๆ ในประเทศไทยครัีบ

คิดว่าคงมีประโยชน์กับพี่น้องและผองเพื่อนที่ทำงานสายทรัพยากรมนุษย์แน่ๆ และในฐานะนักจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ รู้ไว้ก็ใช่ว่าด้วยเช่นกัน … นอกจากนี้ ใครที่มีโครงการว่าจะหางานใหม่ ก็จะได้รู้ว่า ในตลาดปัจจุบันนี้ เรามีค่าตัวอยู่ที่เท่าไหร่กันครับ

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด

แนะนำหนังสือ: Developing and Managing Talent

image แนะนำโดย:
ดร. อาภรณ์ ภู่วิทยพันธ์
ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
บริษัท ไทยสกิลล์ พลัส จำกัด
p_arporn11@yahoo.com และ arporn@thaiskillplus.com

หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงกลยุทธ์การพัฒนา Talent ซึ่งบางองค์การได้กล่าวว่า Talent คือ การพัฒนาพนักงานที่มีศักยภาพสามารถดำรงตำแหน่งในระดับบริหาร สำหรับองค์การบางแห่ง Talent สามารถกำหนดให้มีขึ้นได้ในทุกระดับพนักงานไม่เฉพาะเจาะจง แต่ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด Talent แบบเฉพาะเจาะจงหรือแบบทั่วไป ๆ องค์การทุกแห่งได้ตกลงร่วมกันว่าการพัฒนา Talent เป็นเรื่องที่ต้องทำ เนื่องจากกลุ่มคนที่เป็น Talent จะเป็นบุคคลที่สร้างผลงานที่มีประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนให้เกิดความรู้ในองค์การ อันนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นในองค์การ

Read more of this post