พฤติกรรมศาสตร์ขั้นพื้ันฐานของชาว HR – การเสริมแรง (ตอนที่ 1)

image

วันนี้ผมโพสต์ข้อความบน Twitter ตามปกติ ทาง #HRtwt ในหัวข้อการเสริมแรง (Reinforcement) แต่กำลังพิมพ์เพลินๆ เลยก็ปรากฏว่าโพสต์ไปเกินขีดจำกัดที่ทาง Twitter เขายอม ก็เลยโดนแบนไปชั่วคราวตามระเบียบ แต่เรื่องราวมันยังค้างอยู่ ก็เลยถือโอกาสปัดฝุ่นบล็อก MIOP TU แห่งนี้ เอามาเขียนสรุปไว้ในนี้แล้วกันครับ

ก่อนอื่น อยากให้ไปอ่านบล็อก วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา ตอนที่ 17 ของผม เพื่อปูพื้นฐานของการวิเคราะห์วงจรของการเกิดพฤติกรรม ด้วยโมเดล ABC ก่อนครับ แล้วค่อยมาอ่านบล็อกนี้ต่อ

หลังจากทำความเข้าใจโมเดล ABC แล้วจะพบว่า พฤติกรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นนั้น สามารถอธิบายได้ว่ามันเกิดจากการมี เหตุนำพฤติกรรม (Antecedence) เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด พฤติกรรม (Behavior) ซึ่งเมื่อทำไปแล้วก็จะได้ ผลลัพธ์ (Consequence) ตามมา

Read more of this post

Advertisements

Cyberpsychology ศาสตร์แห่งจิตวิทยาแขนงใหม่

โดยส่วนตัวของผม ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ผมก็ว่าศาสตร์แห่งจิตวิทยานั้นเป็นศาสตร์ที่มีการปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็วศาสตร์หนึ่งทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ให้สามารถทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ในอดีต เพิ่มความรวดเร็วในการศึกษาเรียนรู้ให้มากขึ้น หรือแม้แต่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาวิธีการบำบัดรักษาผู้ป่วย (ซึ่งผมได้เคยพูดถึงไปในตอน Computer-based Cognitive Behavioural Therapy และ ตอน นักวิจัยเผยความเป็นไปได้ในการบันทึกความฝันของมนุษย์) เป็นต้น

แต่ไม่เพียงเท่านั้นครับ ปัจจุบันนี้ ด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ก้าวล้ำมากขึ้นได้เปิดประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ ของมนุษย์ โดยจะสังเกตได้ว่า คนเราเริ่มหันมามีตัวตนในสังคมโลกเสมือนที่เรียกว่าไซเบอร์สเปซ (Cyberspace) กันมากขึ้น ก็เกิดสาขาวิชาใหม่ทางจิตวิทยาขึ้นมาคือ Cyberpsychology

Read more of this post

เมื่อคน 3 พันคน ทำอะไรเหมือนๆ กัน พร้อมๆ กัน จะเกิดอะไรขึ้น?

เว็บไซต์ Improve Everywhere ได้ทำการทดลองอะไรบางอย่าง โดยให้อาสาสมัครจำนวน 3 พันคน ดาวน์โหลดไฟล์เสียง MP3 ไปใส่เครื่องเล่นของพวกเขา แล้วเปิดฟังพร้อมๆ กันในร้านขายของในกลางเมืองแมนฮัตตัน ไฟล์เสียง MP3 นั้นจะคอยบอกกิจกรรมที่พวกเขาทั้ง 3 พันคนต้องทำเป็นระยะๆ เรามาดูกันครับว่า เมื่อคน 3 พันคน ทำกิจกรรมอะไรบางอย่างพร้อมๆ กันนั้น คนรอบๆ ข้างตัวพวกเขาจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรกันบ้าง

การทดลองนี้กินพื้นที่อาณาบริเวณตามที่แรเงาสีในแผนที่ด้านล่าง … ที่กินพื้นที่ขนาดนี้ เพราะว่าเป้าหมายสุดท้ายของการทดลองของเขาคือกิจกรรมใหญ่ตรง Bryant Park ที่อยู่ตรงกลางครับ ทีมผู้วางแผนต้องการให้อาสาสมัครทั้ง 3 พันคนนี้มายังสวนสาธารณะนี้จากทุกทิศทาง

area

Read more of this post

Yale Approach กับการตลาดและประชาสัมพันธ์ (ตอนที่ 2)

ในตอนที่แล้ว ผมได้พูดถึงกระบวนการที่เหล่านักโฆษณาและประชาสัมพันธ์ใช้ในการเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนไปแล้ว นั่นคือ การแสดงความสนใจ, การทำความเข้าใจ, การยอมรับ และ การจดจำ … แน่นอนว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการตลาดและการประชาสัมพันธ์ก็คือ การทำให้ผู้คนยอมรับและจดจำผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์สินค้าของตนนั่นเอง

ทีนี้ในการที่จะทำให้เกิดกระบวนการทั้ง 4 ไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จได้นั้น เรื่องของการสื่อความหมายไปยังกลุ่มเป้าหมายถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ซึ่งผมทิ้งท้ายเอาไว้ว่าคือ ตัวผู้สื่อสาร ตัวสาร ตัวผู้รับสาร และช่องทางการสื่อสาร โดยปัจจัยทั้ง 4 นี้มีผลต่อกระบวนการต่างๆ ดังนี้

1. การแสดงความสนใจ (Attention) โดยทั่วไปแล้วเราสามารถกระตุ้นให้เกิดความสนใจต่อตัวสารได้จากการเลือกใช้วิธีสื่อสารที่เหมาะสม ด้วยตัวสารที่เหมาะสมได้ เช่น โฆษณาของ Nike ตัวนี้เป็นต้น ซึ่งทำให้ดูเหมือนมีลูกบอลยักษ์ตกมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่ทับรถเก๋ง BMW คันงามซะยับ (อันนี้ในประเทศไทยเองนะครับ ที่สยามสแควร์ในอดีต)

โฆษณาไนกี้ ที่สยามสแควร์

Read more of this post

Yale Approach กับการตลาดและประชาสัมพันธ์ (ตอนที่ 1)

สำหรับพี่น้องผองเพื่อนชาว MIOP ผมเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกับแนวคิดในการเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลด้วยวิธีการสื่อความหมาย หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า The Yale Approach (สาเหตุที่ได้ชื่อนี้ เพราะว่าคณะที่ริเริ่มการศึกษาดังกล่าว นำโดย Carl Hovland ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัย Yale) แต่ที่ผมยังเขียนบล็อกตอนนี้ขึ้นมาอีก ก็ด้วยว่าผมได้สนทนากับท่านอาจารย์ ดร. ภิเษก ชัยนิรันดร์ (@qool_pisek) กันทาง Twitter เกี่ยวกับเรื่องของการตลาดและการประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อใหม่ (New Media) อย่าง Social Media ซึ่งท่านอาจารย์ได้เอื้อเฟื้อให้ผมได้อ่านบทความที่จะตีพิมพ์ในนิตยสารผู้จัดการประจำเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เกี่ยวกับ “การตลาดผ่านประสบการณ์” ซึ่งเมื่อผมได้อ่านบทความดังกล่าวแล้ว ก็ได้มีอภิปรายกับท่านอาจารย์ถึงสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมาจากการศึกษาในสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ ว่าน่าจะนำไปประยุกต์ใช้กับการตลาดผ่านประสบการณ์นี้ได้

ก็เลยกลายเป็นสัญญาว่าจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่อง The Yale Approach นี้ครับ

Read more of this post

การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ดีหรือไม่ดี?

เมื่อเร็วๆ นี้บล็อกของ Havard Business Review มีหัวข้อที่น่าสนใจมากอยู่หัวข้อหนึ่ง เขียนโดย Peter Bregman ชื่อว่า How (and Why) to Stop Multitasking เนื้อหาจะเกี่ยวกับเหตุผลว่า ทำไมจึงไม่ควรทำงานหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ซึ่งผมขอสรุปให้อ่านดังนี้ครับ

แต่ไม่นาน ก็มีบล็อกของ Devid Silverman ได้เขียนแย้งขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า In Defense of Multitasking ครับ โดยให้เหตุผลว่า การทำงานแบบ Multitasking นั้นก็ยังมีประโยชน์ต่อมนุษย์ในอีกหลายๆ ด้าน เช่น การทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกัน ช่วยให้เวลาที่เราทำอะไรอย่างหนึ่งติดขัดแล้ว ก็มีกิจกรรมอื่นให้ทำต่อไปได้ในระหว่างนั้น และยังพูดถึงการทำงานหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันว่าจำเป็น หากคุณมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงๆ ในองค์กร

อันนี้ก็นานาจิตตังครับ เพราะว่าคนหนึ่งก็อาศัยผลการวิจัยออกมาในทางวิชาการ ในขณะที่อีกคนนั้นก็พยายามพูดถึงตัวอย่างในชีวิตประจำวัน อยากให้ลองอ่านบล็อกทั้งสองดูครับ น่าสนใจทีเดียว

แต่ถ้าถามผมว่าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ผมคงตอบว่า อยู่ที่สถานการณ์ครับ เพราะในทางทฤษฎีแล้ว นักจิตวิทยาเชื่อว่าสมองคนเรามีทรัพยากรในการใช้ประมวลผลข้อมูลที่จำกัด ในการทำงานหนึ่งๆ นั้นก็จะเป็นการใช้ทรัพยากรดังกล่าวไปในระดับหนึ่ง (ลองจินตนาการว่าคนเราคือเครื่องคอมพิวเตอร์ เวลาที่เปิดโปรแกรมหนึ่งๆ ก็คือการทำกิจกรรมหนึ่งๆ ซึ่งจะกินหน่วยความจำของเครื่องไป และเมื่อหน่วยความจำของเครื่องหมดลง ก็จะเปิดโปรแกรมเพิ่มไม่ได้ หรือถ้าเปิดมาได้ก็จะช้ามาก)

หากเป็นงานที่ยากๆ ต้องอาศัยสมาธิสูงแล้ว หรือก็คือ ต้องใช้ทรัพยากรในการประมวลผลข้อมูลในสมองของเรามาก การทำงานแบบ Multitasking ย่อมทำให้คุณภาพของงานลดลงไปจนถึงระดับที่ยอมรับไม่ได้ และอาจส่งผลเสียอื่นๆ ตามมา เช่น อาจเกิดอุบัติเหตุได้ หากคุณขับรถไปพร้อมๆ กับโทรศัพท์ เป็นต้น

แต่หากเป็นงานง่ายๆ อย่างเช่น การพิมพ์บทความบนบล็อกไป พร้อมๆ กับการฟังเพลงไป ซึ่งแต่ละอย่างใช้ทรัพยากรในการประมวลผลน้อย ก็จะสามารถทำได้หลายๆ อย่างพร้อมกันโดยที่ไม่เสียคุณภาพหรือความเร็วในการทำกิจกรรมมากครับ