งานวิจัยน่าสนใจ: ความริษยาบนเฟซบุ๊ก – ภัยเงียบที่คุกคามความพึงพอใจในชีวิตของผู้ใช้งาน?

facebook

 

ช่วงนี้ใครยังหาหัวข้องานวิจัยไม่ได้ ผมแนะนำให้ติดตามข่าวเกี่ยวกับ Social Media เอาไว้นะครับ มันเป็นอะไรที่แม้แต่ในต่างประเทศเองก็ยังอยู่ในยุคเริ่มแรกของการวิจัยเลย ทั้งๆ ที่ Social Media มีมาตั้งเป็นสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่มันยังไม่ได้รับการขนานนามว่า Social Media เลยด้วยซ้ำ … โดยเฉพาะอะไรที่เกี่ยวกับ Facebook เนี่ย น่าสนใจอย่างมาก และบอกได้เลยว่ามันส่งผลกระทบต่อคนไทยไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลจากเว็บไซต์ SocialBakers.com เขาบอกว่าจากประชากร 67,089,500 คน มีผู้ใช้งาน Facebook อยู่ทั้งสิ้น 18,324,500 บัญชี หรือคิดเป็น 27.32% ของประชากรทั้งหมด และกรุงเทพมหานคร คือเมืองที่มีผู้ใช้งาน Facebook มากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนผู้ใช้งาน 12,797,500 บัญชี จากประชากร 8,280,925 คน (ข้อมูลจาก SocialBankers.com วันที่ 27 ม.ค. 2556 22:57 น.)

เมื่อเร็วๆ นี้เว็บไซต์รอยเตอร์รายงานข่าวเกี่ยวกับผลงานวิจัยเชิงสำรวจของมหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนี งานวิจัยนี้ชื่อ “Envy on Facebook: A Hidden Threat to Users’ Life Satisfaction?” หรือแปลเป็นไทยก็ตามที่ผมจั่วหัวบล็อกนี้เอาไว้นั่นแหละ งานวิจัยนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างสองมหาวิทยาลัยคือ Humboldt University และ Darmsaadt’s Technical Universtity ครับ

ผมขอสรุปเลยแล้วกันว่างานวิจัยเขาพบอะไรบ้าง

  • 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างรู้สึกแย่หลังจากที่ได้เข้าใช้ Facebook และรู้สึกไม่พึงพอใจกับชีวิตของพวกเขามากขึ้น โดยที่ผู้ใช้งานที่แค่ท่อง Facebook เฉยๆ โดยไม่โพสต์อะไร จะรู้สึกแย่กว่าคนที่โพสต์บ้าง
  • สาเหตุของความรู้สึกแย่ๆ มาจากหลายปัจจัย
    • การได้เห็นภาพถ่ายที่คนอื่นไปเที่ยวแล้วแชร์มา หรือภาพถ่ายวันหยุด เป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่พึงพอใจกับชีวิตของตน (อิจฉาที่คนอื่นได้เที่ยว แต่เราอด)
    • การเปรียบเทียบกันว่าใครได้รับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมออนไลน์มากกว่า เช่น ใครได้คำอวยพรวันเกิดมากกว่า, ใครได้ Like หรือ Comment มากกว่า
  • เมื่อเกิดความรู้สึกอิจฉาแล้ว ผู้ใช้งานอาจมีพฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด (หรือหลายๆ อย่าง) เพื่อลดความรู้สึกอิจฉานี้ลง โดย…
    1. เลี่ยงการ Add Friend คนที่เรารู้สึกอิจฉา หรือ
    2. Unfriend คนที่เรารู้สึกอิจฉาไปเลย
    3. มีพฤติกรรมโปรโมตตัวเอง พยายามใช้การจัดการความประทับใจ พยายามโม้หรืออวดความสำเร็จของตน เพื่อชดเชยความรู้สึกอิจฉา (แต่อย่างไรก็ดี พฤติกรรมแบบนี้ อาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Envy Spiral หรือ วังวนแห่งความอิจฉา ได้ คือ คนอื่นๆ ก็จะอิจฉาเรา และก็จะพยายามโม้หรือโอ้อวดมาเกทับ และเกิดเป็นวังวนเกทับกันไปเกทับกันมาไม่สิ้นสุด)
    4. ซ่อนโพสต์ของเพื่อนที่ทำให้เราอิจฉา … อารมณ์ประมาณว่าไม่เห็นก็ไม่รู้สึกอิจฉา
    5. และสุดท้าย อาจติดตามการอัพเดตสถานะของเพื่อนน้อยลง … อันนี้ก็คืออารมณ์ว่าไม่เห็นก็ไม่รู้สึกอิจฉาอีกเช่นกัน

การศึกษานี้ทำกับกลุ่มตัวอย่างในประเทศเยอรมนี 600 ราย ถ้าจะว่าไปแล้ว อาจจะยังต้องมีการทำซ้ำในประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อดูว่าผลของวัฒนธรรม และตัวแปรอื่นๆ จะมีผลต่อการค้นพบนี้หรือไม่ แต่ทางทีมวิจัยเขาเชื่อว่าน่าจะได้ผลเหมือนๆ กันทั่วโลก เพราะความรู้สึกอิจฉา เป็นความรู้สึกที่เป็นสากล

สำหรับพวกเราชาว MIOP ผมอยากแนะนำว่าประเด็นนี้เอาไปใช้ได้เยอะแยะครับ … ผมจะลองยกตัวอย่างให้ดูนะ

  • ความอิจฉาบน Facebook ที่มีผลต่อผลการปฏิบัติงาน (Job Performance)
  • ความอิจฉาบน Facebook ที่มีผลต่อความพึงพอใจในงาน (Job Satisfaction)
  • ความอิจฉาบน Facebook ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร (Organization Citizenship Behavior)
  • ความอิจฉาบน Facebook ที่มีผลต่อการรับรู้ความยุติธรรมในองค์กร (Organization Justice Perception)
  • ความอิจฉาบน Facebook ที่มีผลต่อพฤติกรรมที่องค์กรไม่พึงประสงค์ (OMB – Organization Misbehavior)

ว่าแล้วก็ลองไปศึกษาดูนะครับ

Advertisements

เกี่ยวกับ นายกาฝาก
บล็อกเกอร์สายรีวิวที่มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และทรัพยากรมนุษย์ และเนื่องจากได้ร่ำเรียนปริญญาโทภาควิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (แต่ไม่จบเพราะมัวแต่เอาความรู้มาใช้จริง จนลืมทำวิทยานิพนธ์) จึงคิดว่าจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ด้านทรัพยากรบุคคล และจิตวิทยาที่ได้ มาเผยแพร่เพื่อคนอื่นๆ ต่อ ... ปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา โซเชียลมีเดีย ดิจิตอลมาเก็ตติ้ง และเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มบริษัท Adecco Thailand ในด้านเนื้อหากับโซเชียลมีเดีย

3 Responses to งานวิจัยน่าสนใจ: ความริษยาบนเฟซบุ๊ก – ภัยเงียบที่คุกคามความพึงพอใจในชีวิตของผู้ใช้งาน?

  1. tik says:

    ขอบคุณค่ะ หลังจากอ่านบทความนี้เลยได้หัวข้อThesisเลยค่ะ

  2. James says:

    อ่านแล้วเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากเลยคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: