จดหมายข่าว MIOP TU ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เดือนกันยายน 2552

สวัสดีครับ…

จริงๆ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารน่าสนใจ เกี่ยวกับแวดวงการจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ เพียงแต่เดือนนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มทำอย่างเป็นทางการจริงๆ เสียที ถึงตอนนี้ ผมได้เชิญรุ่น 18 ทั้งหมด, รุ่น 19 และ 20 บางส่วน เท่าที่ผมมีรายชื่ออีเมล์ใน Address book ของผมไป หากใครจะชวนเพื่อนๆ ร่วมรุ่น หรือรุ่นพี่รุ่นอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย ก็ไม่ติดขัดนะครับ สามารถส่งอีเมล์มาขอได้ที่ kafaak@gmail.com ครับ

อยากให้เชิญชวนกันเข้ามาร่วมกลุ่มรวมก๊วนกันเยอะๆ เพื่อที่จะได้สร้างเป็นเครือข่ายของนักจิตวิทยาอุตสาหกรรมชาว ม.ธ. ครับ

ทำไมต้อง Group? 

เหตุผลที่ผมจำเป็นต้องเปิด Group ขึ้นมาก็เพราะว่า ผมส่งบทความและข่าวสาร ความรู้ต่างๆ ให้พี่น้องผองเพื่อนทุกท่านบ่อยครั้ง ซึ่งแต่ละครั้ง อีเมล์จะถูกส่งไปหาคนคราวละไม่ต่ำกว่า 30 คน จนระบบอีเมล์จะมองผมเป็น Spammer (หมายถึง คนที่ชอบส่งอีเมล์ขยะหาคนอื่นคราวละมากๆ) อยู่แล้ว ก็เลยคิดว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำ Group ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นช่องทางสำหรับเผยแพร่ข้อมูลเสียที เพราะการเมล์หากลุ่ม (ในที่นี้คือ miop_tu@googlegroups.com) นั้น จะถูกมองว่าเป็นการส่งอีเมล์หาคนเพียงคนเดียวครับ

 

สมาชิกทำอะไรได้บ้าง?

สิ่งที่สมาชิกสามารถทำได้ในเว็บกลุ่มนี้ก็คือ การเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างในหน้าเว็บแห่งนี้ ซึ่งรวมถึงบทความ และไฟล์ต่างๆ ที่ให้เฉพาะสมาชิกเข้านั้นก็เพราะว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ที่จะปรากฏในเว็บแห่งนี้ มีลิขสิทธิ์ครับ ไม่สามารถเผยแพร่เต็มที่ได้ แต่หากเพื่อความรู้ในกลุ่มที่จำกัดแล้ว ก็ยังพอแอบๆ ทำได้อยู่ (เหมือนที่เราซีร็อกซ์หนังสือเรียนกันไงครับ)

นอกจากนี้ อีเมล์ทุกฉบับที่ผมส่งหาทุกคนในกลุ่ม ก็จะถูกเก็บไว้ในหมวด “การสนทนา” เพื่อที่สมาชิกทุกท่าน จะได้สามารถเข้าไปอ่านย้อนหลังได้เรื่อยๆ และหากสมาชิกท่านใดมีเรื่องอภิปราย หรือต้องการประชาสัมพันธ์ ก็สามารถใช้หมวด “การสนทนา” นี้ในการเผยแพร่ให้เพื่อนสมาชิกท่านอื่นทราบโดยทั่วกันได้ครับ

 

เก็บไฟล์มาฝาก

ในฉบับปฐมฤกษ์นี้ ผมมีของฝากเล็กๆ น้อยๆ มาให้สมาชิกทุกท่านได้ดาวน์โหลดกันไปครับ เป็น Audio book จากหนังสือ Learned Optimism ของ Matin Seligman (แต่เนื่องจากข้อจำกัดในการอัพโหลดไฟล์ ทำให้ผมต้องแบ่งออกเป็นไฟล์ Zip จำนวน 2 ไฟล์ครับ) ใครที่สนใจจะทำงานวิจัยด้านจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) ก็ควรจะศึกษา และเก็บเอาไว้เป็น Reference นะครับ ผมมีหนังสือที่เป็น Hard copy ใครสนใจ เข้าชื่อกันมา ผมจะได้เอาไปทิ้งไว้ที่ร้าน Xerox ใต้ตึก เพื่อให้เพื่อนๆ สมาชิกได้ไปสำเนากันไว้ครับ

นอกจากไฟล์ Audio book แล้ว ผมก็ยังมีแบบทดสอบเรื่อง Optimism มาให้ด้วยครับ

ไฟล์ทั้งหมด สามารถไปดาวน์โหลดได้ที่หมวด “ไฟล์” ของเว็บกลุ่มครับ (http://groups.google.com/group/miop_tu/files?hl=th)

จะทำซ้ำงานวิจัยของอเมริกาได้ไหม?

ผมได้รับคำถามแนวๆ นี้จากเพื่อนๆ อยู่บ้าง ซึ่งตัวผมเองก็เคยได้เลียบๆ เคียงๆ ถามอาจารย์สิทธิโชคอยู่บ้างเหมือนกัน อาจารย์ท่านให้แง่คิดแบบนี้ครับ ประเทศอเมริกากับประเทศไทยนั้น มีลักษณะของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้น เราสามารถทำซ้ำงานวิจัยของพวกอเมริกันชนได้ เพื่อเป็นการ Generalize หรือ ขยายผลข้อสรุปที่พวกนักจิตวิทยาอเมริกันได้ทำเอาไว้นั่นเอง…  

เป็นที่รู้กันดีว่า งานวิจัยด้านจิตวิทยานั้น ส่วนใหญ่มาจากอเมริกาครับ แล้วเป็นที่รู้กันว่าเขาจะใช้การสุ่มตัวอย่างประชากรมา เพื่อทำการเก็บข้อมูล จากนั้นก็ใช้วิธีการทางสถิติในการทดสอบสมมติฐาน และใช้สถิติอ้างอิงในการสรุปผลงานวิจัย เพื่อใช้อธิบายประชากร ซึ่งจุดสำคัญของงานวิจัยจะอยุ่ที่การสรุปผลและอธิบายประชากรนี่เองครับ เพราะหากทำงานวิจัยขึ้นมาแล้ว กลับสามารถนำมาใช้อธิบายได้เพียงแค่กับคนเพียงกลุ่มเดียว ประโยชน์ของงานวิจัยดังกล่าวก็จะมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น

แต่คำตอบแบบนี้ ถ้าจะเอามาใช้เป็นเหตุผลในการทำซ้ำงานวิจัยของเรามันก็อ้างอิงไม่ได้หรอกนะครับ ดังนั้น ผมจึงไปค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อหาข้อมูลมาอ้างอิง มาลองอ่านกันดูนะครับ

Arnett (2008) ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับงานวิจัยต่างๆ ที่ปรากฏใน Journal ที่ตีพิมพ์โดย American Psychological Association (APA) เอาไว้ว่า ผลสรุปจากงานวิจัยต่างๆ ที่ได้มานั้น สามารถนำไปใช้อธิบายคุณลักษณะของประชากรทั่วทั้งโลกในภาพรวมได้จริงหรือ? เธอได้ทำการวิเคราะห์ Journal หลักๆ จำนวน 6 ฉบับที่ตีพิมพ์โดย APA เพื่อสนับสนุนแนวคิดของเธอ และพบว่า กลุ่มตัวอย่าง, ผู้ทำงานวิจัย หรือแม้แต่กองบรรณาธิการ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวอเมริกันด้วยกันทั้งสิ้น ปัญหาก็คือ หากพิจารณาดูแล้ว มันก็คือการเอากลุ่มตัวอย่างประชากรเพียง 307 ล้านคนของอเมริกา ไปใช้อธิบายประชากรโดยรวมจำนวน 6.8 พันล้านคนของทั่วทั้งโลก (อ้างอิงข้อมูลประชากรจาก Population Reference Bureau หรือ PRB ปี 2009) หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ประชากรของอเมริกานั้นคิดเป็นแค่ 5% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้นเอง

Arnett ได้เสนอว่า ประชากรของอเมริกา และประชากรอื่นๆ ในโลกใบนี้ มีความแตกต่างอยู่มากมายหลายประการ เช่น ด้านสถานภาพทางเศรษฐกิจของประชากร, ความเป็นอยู่ทางกายภาพ รวมไปถึงเรื่องของการศึกษา ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้ผลสรุปของงานวิจัยต่างๆ นั้น ไม่สามารถนำไปใช้อธิบายประชากรในภูมิภาคอื่นๆ ได้

Stroebe และ Nijstad ได้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว โดยการยกตัวอย่างการทดลองของ Hovland, Lumsdaine และ Sheffield (1949) ที่ศึกษาประสิทธิภาพของการสื่อสารแบบทางเดียวและสองทาง ซึ่งพบในตอนแรกว่าการสื่อสารทั้งสองวิธีมีประสิทธิภาพในการชักจูงเท่าๆ กัน แต่เมื่อ Hovland ได้ลองแบ่งกลุ่มทดลองเป็น 2 กลุ่มโดยใช้ระดับการศึกษาเป็นเกณฑ์ เขากลับพบว่าการสื่อสารแบบสองทางนั้นได้ผลกับกลุ่มที่มีการศึกษาสูงมากกว่า และการสื่อสารทางเดียวก็ได้ผลกับกลุ่มที่มีการศึกษาต่ำกว่า


ทำซ้ำงานวิจัยที่เป็น Basic Process ไม่ได้ แต่ต่อยอดได้

จากคำถามของ Arnett นั้นเปิดช่องทางให้พวกเราผู้ที่ยังหาหัวข้อกันไม่ได้เยอะครับ เพราะว่าอะไรก็ตามที่พวกฝรั่งเขาทำกันจนเบื่อแล้ว บางทีเราก็ยังสามารถเอามาปัดฝุ่นใหม่ เปลี่ยนกลุ่มทดลองเป็นคนไทยซะ ก็อาจได้หัวข้อในการทำวิจัยส่วนบุคคลหรือวิทยานิพนธ์ก็เป็นได้ หนำซ้ำ ดีไม่ดี อาจได้ฉีกหน้าฝรั่งด้วยการปฏิเสธทฤษฎีของฝรั่งซะเลย เผลอ ได้ดัง ได้ไปร่วมงานประชุมทางวิชาการนานาชาติก็เป็นได้นะครับ

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถทำซ้ำงานวิจัยของพวกฝรั่งได้หมดนะครับ ทั้งนี้เพราะว่า การที่วัฒนธรรมหรือเชื้อชาติที่แตกต่าง ส่งผลต่อความแตกต่างของผลกระทบที่ตัวแปรต้นมีต่อตัวแปรตามนั้น เราจะเรียกว่า วัฒนธรรมและเชื้อชาตินั้น เป็นตัวแปรกำกับ (Moderator) ซึ่งหากงานวิจัยที่เราจะทำซ้ำนั้น เป็นงานวิจัยที่ทำขึ้นเพื่อศึกษากระบวนการพื้นฐานของมนุษย์ (Basic process) แล้วละก็ เรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติจะไม่ส่งผลใดๆ ทันที

Robert B. Cialdini ได้ใช้เวลากว่า 30 ปี ในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการยอมทำตาม (Compliance) ของมนุษย์ เขาพบว่ามีกระบวนการพื้นฐานที่เหมือนๆ กัน ในทุกๆ วัฒนธรรมอยู่ 6 ประการ ได้แก่ การตอบแทน (Reciprocation), ความต้องการที่จะเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย (Consistency), การทำตามสังคมหรือคนส่วนใหญ่ (Social validation), ความนิยมชมชอบหรือความเหมือนกัน (Liking), อำนาจ (Authority) และ ความขาดแคลน (Scarcity) แต่เมื่อมีการศึกษาที่เจาะลึกเข้าไป โดยเอาปัจจัยด้านวัฒนธรรมเข้ามาเป็นตัวแปรกำกับ Morris et. al. (2001) พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจที่จะยอมทำตามของพนักงานธนาคารซิตี้แบงก์ในประเทศต่างๆ (ได้แก่ อเมริกา, จีน, สเปน และ เยอรมัน) แม้ว่าจะมีพื้นฐานที่เหมือนๆ กัน แต่ในแต่ละประเทศนั้น จะมีปัจจัยบางตัวที่โดดเด่นมากกว่าปัจจัยอื่นๆ อยู่ เช่น ในจีนนั้น การที่พนักงานจะยอมทำตามคำขอของเพื่อนร่วมงาน เขาจะตั้งคำถามกับตนเองว่า เพื่อนร่วมงานคนนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันหน่วยงานของตน โดยเฉพาะกับผู้ที่มีตำแหน่งสูงๆ หรือไม่ (ซึ่งเป็นการใช้แนว Authority) ในขณะที่ประเทศอเมริกานั้น จะเน้นในเรื่องของผลตอบแทน (Reciprocation) เป็นหลัก… หากใครสนใจที่จะอ่านบทความงานวิจัยฉบับเต็มของ Morris et. al. ก็คลิกตามลิงก์ในส่วน References ได้เลยนะครับ

จึงสรุปได้ว่า งานวิจัยที่เป็น Basic research นั้น เป็นงานวิจัยที่ตัดตัวแปรกำกับส่วนใหญ่ออกไปแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของปัจจัยด้านวัฒนธรรมและเชื้อชาติ ดังนั้นการที่เราจะทำซ้ำงานวิจัยก็จะไม่เกิดประโยชน์นัก การอ้างว่าเพื่อดูความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย แต่หากเรานำมาต่อยอด โดยเพิ่มตัวแปรเข้าไปบางตัว ซึ่งตัวแปรดังกล่าวนั้น ปัจจัยด้านวัฒนธรรมและเชื้อชาติมีผล เราก็สามารถที่จะทำงานวิจัยได้ครับ เหมือนที่ Morris et. al. ต่อยอดงานวิจัยของ Cialdini นั่นเอง

References

  • Arnett, J. J. (2008). The Neglected 95%: Why American Psychology Needs to Become Less American. American Psychologist, 63 (7), 602-614.
  • Arnett, J.J. (2009). The Neglected 95%, a Challenge to Psychology’s Philosophy of Science. American Psychologist, 64 (6), 571-574.
  • Cialdini, R. B. (1993). Influence: The Psychology of Persuasion Rev. ed. William Morrow: NY. 
  • Cialdini, R. B. (2001). The Science of Persuasion. Scientific American, February, 76-81.
  • Haeffel, G. J., Thiessen, E. D., Campbell, M. W., Kaschak, M. P., & McNeil, N. M. (2009). Theory, Not Cultural Context, Will Advance American Psychology. American Psychologist, 64 (6), 570-571.
  • Hoveland, C. L., Lumsdaine, A. A., & Sheffield, F. D. (1949). Experiments on Mass Communication. Princeton, NJ: Princeton University Press.
  • Morris, M., Podolny J., & Ariel S. (2001) Culture, Norms, and Obligations: Cross-National Differences in Patterns of Interpersonal Norms and Felt Obligations Toward Coworkers. In The Practice of Social Influence in Multiple Cultures, 97-123. Ed. W. Wosinska, D. Barrett, R. Cialdini, and J. Reykowski. Mahwah, N.J.: Lawrence Erlbaum.
  • Population Reference Bureau. (2009). 2009 World Population Data Sheet. Washington, DC.
  • Stroebe, W. & Nijstad, B. (2009). Do Our Psychological Laws Apply Only to Americans? American Psychologist, 64 (6), 569.
  •  

 

ส่งท้าย

จดหมายข่าวฉบับปฐมฤกษ์ก็คงจบที่ตรงนี้ละนะครับ หากมีข้อบกพร่องประการใด หรือเพื่อนสมาชิกอยากให้มีการปรับปรุงในด้านใดบ้าง ก็จดหมายส่งกันเข้ามาที่ kafaak@gmail.com นะครับ หรือถ้าจะให้ดีที่สุด ก็ไปโพสต์ที่การสนทนาในเว็บกลุ่มได้เลยครับ โดยไปที่ URL http://groups.google.com/group/miop_tu/topics

ผู้จัดทำ
คงเดช กี่สุขพันธ์ (MIOP 18)

Advertisements

เกี่ยวกับ นายกาฝาก
บล็อกเกอร์สายรีวิวที่มีความสนใจในด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และทรัพยากรมนุษย์ และเนื่องจากได้ร่ำเรียนปริญญาโทภาควิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (แต่ไม่จบเพราะมัวแต่เอาความรู้มาใช้จริง จนลืมทำวิทยานิพนธ์) จึงคิดว่าจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ด้านทรัพยากรบุคคล และจิตวิทยาที่ได้ มาเผยแพร่เพื่อคนอื่นๆ ต่อ ... ปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา โซเชียลมีเดีย ดิจิตอลมาเก็ตติ้ง และเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มบริษัท Adecco Thailand ในด้านเนื้อหากับโซเชียลมีเดีย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: